รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘พีระพันธุ์’ ได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานภายใต้แนวทาง ‘รื้อ–ลด–ปลด–สร้าง’ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  ด้วยการบริหารจัดการและกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม การปรับปรุงแก้ไขระเบียบและกฎหมายด้านพลังงานที่ใช้มานานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน การรื้อโครงสร้างระบบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสร้างรากฐานระบบพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อเพิ่มเสถียรภาพและสร้างความสมดุลในระบบพลังงานของประเทศ

‘พีระพันธุ์’ ได้สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมทันที โดยได้บริหารค่าไฟฟ้าให้ลดลงจากราคา 4.45 บาทต่อหน่วย ลงมาอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย ในรอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 และสามารถตรึงราคาค่าไฟตลอดปี 2567 ไว้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย ขณะที่ประชาชนกลุ่มเปราะบางซึ่งใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 300 หน่วยต่อเดือน ก็ยังคงได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าที่ราคา 3.99 บาทต่อหน่วย ตลอดปี 2567 เช่นกัน


จากนั้น ‘พีระพันธุ์’ ได้บริหารค่าไฟให้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับ 3.94 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568  อีกทั้งยังพยายามรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้สูงเกินไป และตรึงราคาก๊าซ LPG ไว้ที่ระดับไม่เกิน 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม มาตลอด

แนวทางบริหารค่าไฟของ ‘พีระพันธุ์’ ได้ช่วยให้ประชาชนประหยัดเงินการจ่ายค่าไฟระหว่างช่วงเดือนกันยายน 2566 - สิงหาคม 2568 รวมกันทั้งประเทศกว่า 2.7 แสนล้านบาท  เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เสนอให้ปรับขึ้นค่าไฟไปถึงหน่วยละ 4.77 บาท


ในการบริหารจัดการค่าไฟฟ้า  ‘พีระพันธุ์’ ได้แสวงหาช่องทางต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ราคาก๊าซธรรมชาติ  โดย ‘พีระพันธุ์’ ได้กำกับดูแลการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้ดำเนินการได้ตามแผน และบริหารจัดการให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ราคา Pool Gas หรือราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลง และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลง  พร้อมเสนอแนวคิดในการรื้อระบบ Pool Gas เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้พี่น้องประชาชน โดยการปรับสูตร Pool Gas ตามแนวทางของ‘พีระพันธุ์’ จะทำให้ต้นทุนค่าก๊าซที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu (ล้านลูกบาศก์ฟุต) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.68-3.78 บาทต่อหน่วย

นอกจากนี้ ‘พีระพันธุ์’ ยังปรับปรุงแก้ไขระเบียบและกฎหมายด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้เหมาะสม  ซึ่งหลังจากได้ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ‘พีระพันธุ์’ ได้มีนโยบายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบเพื่อให้รู้ต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่แท้จริง ทำให้ทราบปัญหาที่ต้องแก้ไข และพบช่องทางที่นำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง จนสามารถออกประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567 โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุนให้กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน  ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปีของกระทรวงพลังงาน และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2567 (ดูประกาศ)

พร้อมกันนั้น ‘พีระพันธุ์’ ยังได้ยกร่างกฎหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการค้าน้ำมัน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้การปรับราคาน้ำมันขายปลีกทำได้เดือนละหนึ่งครั้ง ไม่ใช่ปรับทุกวัน และให้ปรับราคาได้ตามความเป็นจริงของต้นทุนน้ำมัน โดยจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งหมายถึงระบบที่คิดราคาตามต้นทุนที่แท้จริงมาใช้แทนการอ้างอิงราคาน้ำมันต่างประเทศ  อันจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลง และทำให้คนไทยจะได้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง  กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ให้บริการสาธารณกุศล รวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร การประมง สามารถจัดหาน้ำมันมาใช้ได้เอง ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาระรายจ่ายของผู้ประกอบการ รวมถึงภาระค่าครองชีพของประชาชนผู้บริโภคได้

ที่สำคัญ ‘พีระพันธุ์’  ได้ดำเนินการจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง โดยระบบนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

 

ระหว่างที่อยู่ในตำแหน่ง รมว.พลังงาน  ‘พีระพันธุ์’ ได้ยกร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน  ประกอบด้วย กฎหมายกำกับการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง กฎหมายสร้างระบบสํารองน้ำมันทางยุทธศาสตร์  และกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ‘พีระพันธุ์’ ได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี) เพื่อให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน เหลือเพียง "แจ้งให้ทราบ" ที่เดียว โดยจะปลดล็อคกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรค รวมทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนเงินทุนในการติดตั้ง การหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษี เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีซี่งมีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025  ในช่วงที่นายพีระพันธุ์ดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน  แต่ทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คณะกรรมการกฤษฎี (คณะพิเศษ) ได้ตีตกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้อาจไม่มีความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น  แต่ ‘พีระพันธุ์’ ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ส่งเสริมการใช้โซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ และร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากส่งเสริมให้คนไทยได้มีโอกาสใช้พลังงานทดแทนแล้ว ‘พีระพันธุ์’ ได้ยังได้สนับสนุนการใช้นวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ ๆ เช่น การประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาถูกฝีมือคนไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน  พร้อมทั้งยังได้ประสานความร่วมมือกับต่างประเทศและแสวงหาพันธมิตรเพื่อประโยชน์ด้านพลังงานของไทย

ตลอดช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘พีระพันธุ์’ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อให้ทุกคนได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม และสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม

ทำไมต้องมีกฎหมาย 'โซลาร์เสรี'

ประเทศไทยยังไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของประชาชนโดยตรงมาก่อน  จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่  เพราะกฎหมายปัจจุบันเป็นการนำกฎหมายที่มีอยู่ของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ  มาเทียบเคียงบังคับใช้กับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ของประชาชน (อาทิ กฎหมายประกอบกิจการพลังงาน กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้านครหลวง และกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นต้น) โดยมีวัตถุประสงค์เป็นการ "ควบคุม”

นอกจากนี้ กฎหมายแต่ละฉบับยังมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกัน และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของหน่วยงานที่แตกต่างกัน (กกพ. กฟน. กฟภ. พพ. และ องค์กรท้องถิ่น) ทำให้ประชาชนต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกับหลายหน่วยงานและหลายขั้นตอน  เกิดความล่าช้า  ไม่สะดวกต่อประชาชน และไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ลดขั้นตอนการติดต่อหน่วยงานราชการ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

ส่วนกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่นี้ เป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการติดตั้งระบบระบบโซลาร์เซลล์โดยตรง มี วัตถุประสงค์เพื่อ “ส่งเสริม” ให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยยกเว้นขั้นตอนการขออนุญาตจากหน่วยงานต่าง ๆ และเปลี่ยนจากการ “ยื่นขออนุญาต” เป็นระบบการ “แจ้งติดตั้ง” รวมทั้งยังมีการกำกับดูแลการกำจัดซากอุปกรณ์โซลาร์โดยเฉพาะแบตเตอรี่อย่างถูกวิธีด้วย  ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ช่วยลดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ และเป็นไปตามนโยบายสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาล


 

สรุปสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีบทบัญญัติที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะเกี่ยวกับระเบียบและหลักเกณฑ์ในการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับผลิตไฟใช้เอง ซึ่งได้แก่ การติดตั้งบนหลังคา (solar rooftop) การติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ (solar floating) และการติดตั้งบนพื้นดิน (solar ground mount) รวมถึงหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบและกำกับติดตาม โดยจะบังคับใช้กับสถานที่อยู่อาศัย สถานประกอบกิจการ และสถานที่ประกาศกำหนดโดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน

ทั้งนี้ ผู้ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ จะต้องแจ้งการติดตั้งให้อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐอีก  และกำหนดให้ใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น หากจะมีการ ‘จำหน่าย’ หรือ ‘ให้’ กระแสไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด รวมถึงในบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยอัตราค่าไฟฟ้าให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์มีความปลอดภัยสำหรับประชาชน และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้เกิดการกำกับการใช้งานให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย โดยจะต้องแจ้งเจ้าของสถานที่ติดตั้งทราบก่อนเข้าตรวจสอบด้วย

  อ่านรายละเอียดร่างกฎหมายโซลาร์เสรี  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้