ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! พีระพันธุ์ ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง เดินหน้าฉีก MOU 43-44 เพิ่มโทษประหารสแกมเมอร์ ฟาดรัฐบาลกั๊กงบเยียวยาชาวบ้าน

12 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ยักษ์ต้องไม่ไร้กระบอง! พีระพันธุ์ ชงอัดงบกองทัพสยบเขมร ลั่นไทยต้องยืนบนลำแข้ง เดินหน้าฉีก MOU 43-44 เพิ่มโทษประหารสแกมเมอร์ ฟาดรัฐบาลกั๊กงบเยียวยาชาวบ้าน

วันที่ 18 มกราคม 2569 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในรายการ "เลือกตั้ง 69 เปลี่ยนใหม่หรือไปต่อ" โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์จากข้อเท็จจริงและ "ยืนบนลำแข้งของตนเอง" แม้นานาชาติมักเรียกร้องให้ไทยอดทนอดกลั้น พร้อมระบุว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่ความตึงเครียดตามแนวชายแดนดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2550 ภายหลังคำตัดสินศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร โดยฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอ้างสิทธิ์เหนือแผ่นดินไทยมาโดยตลอด ขณะที่ไทยไม่เคยมีแนวคิดรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน
.
นายพีระพันธ์ุระบุว่า เหตุปะทะครั้งล่าสุดถือเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องใช้กำลังทหารกว่า 20,000 นายจากทั้งสามเหล่าทัพ พร้อมอาวุธหนัก จึงจำเป็นต้องสนับสนุนกองทัพให้เดินหน้ายุทธศาสตร์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบก่อนการเจรจา โดยย้ำว่า "การเจรจาจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อไทยอยู่ในสถานะได้เปรียบ" และเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อให้ประเทศไทยเป็น "ยักษ์ที่มีกระบอง" ปกป้องอธิปไตยและนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง
.
สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน นายพีระพันธุ์ระบุว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจสามารถช่วยเหลือได้ทันที โดยนายกรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อใช้งบกลาง ไม่จำเป็นต้องยึดติดระเบียบเดิม หากไม่มีระเบียบรองรับก็สามารถออกใหม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า "เหตุใดการช่วยประชาชนจึงยากกว่าการใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาทจัดการแข่งขัน MotoGP" และย้ำว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะสามารถเขียนและลงนามระเบียบเยียวยาได้ทันที
.
ด้านข้อพิพาทเขตแดน นายพีระพันธุ์เสนอให้ยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ทั้งหมด โดยชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เนื่องจากไทย–กัมพูชาได้แบ่งเขตแดนชัดเจนแล้วตั้งแต่ปี 2450 หากมีปัญหาควรยึดสนธิสัญญาไทย–ฝรั่งเศส และใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ส่วนเขตแดนทางทะเลซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของไทย ได้กำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายสากลครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรนำทรัพยากรของประเทศไปเจรจาแบ่งปัน สำหรับการปิดด่านชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยาประชาชนด้วยงบกลางทันที และหากสถานการณ์ดีขึ้นในอนาคต อาจพิจารณาเปิดด่านภายใต้กติกาใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม
.
ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมและสแกมเมอร์ นายพีระพันธุ์ระบุว่า หัวใจสำคัญคือ "ไม่มีกฎหมายลงโทษ" ปัจจุบันผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และลดโทษได้เมื่อรับสารภาพ ทำให้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่เป็นอาชญากรรมเชิงขบวนการ สร้างความเสียหายตั้งแต่หลักพันจนถึงระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาททั่วโลก โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะและเพิ่มโทษให้สาสม พร้อมเสนอแนวคิดลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการ "ประหารชีวิต" หรือติด "คุกกลางทะเล" คุมขังในพื้นที่ตัดขาดจากโลกภายนอก โดยการนำแท่นขุดเจาะน้ำมันร้างกลางทะเลมาปรับปรุงเป็นสถานที่คุมขังนักโทษอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อปิดช่องการสั่งการทำผิดซ้ำจากภายในเรือนจำ
.
"ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาภายในประเทศที่ต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่อาจหวังพึ่งแรงกดดันจากนานาชาติ หากรัฐไม่มีอำนาจทางกฎหมาย โทษไม่รุนแรง และไม่มีสถานที่ควบคุมเฉพาะ ก็ไม่สามารถปราบปรามได้อย่างแท้จริง" นายพีระพันธุ์ กล่าว
.
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เปรียบเสมือน "การเซ็นเช็คเปล่า" โดยย้ำว่าหมวด 1 และหมวด 2 ต้องได้รับการปกป้องอย่างชัดเจน
.
ผลิตโดย พรรครวมไทยสร้างชาติ
35/3 ซอยอารีย์ 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลาที่ปรากฏ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้