ปลดล็อค ‘คดีเหมืองทองอัครา’

‘พีระพันธุ์’ คือบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในหาแนวทางเพื่อยุติข้อพิพาท ‘คดีเหมืองทองอัครา’ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ บริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย ที่ยืดเยื้อมายาวนานเกือบทศวรรษ จากกรณีการสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ผ่านการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557  ซึ่งได้นำไปสู่การอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยนายพีระพันธุ์ได้รับมอบหมายจาก พลเอกประยุทธ์ ให้หาแนวทางการเจรจาทางกฎหมายเพื่อยุติข้อพิพาทนี้ และได้มีการจัดตั้ง “คณะทำงานไม่เป็นทางการ” ขึ้นมาอีกหนึ่งชุด นอกเหนือจากกลไกลของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อความยืดหยุ่นในการเจรจา จนสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้สำเร็จ  และถือว่าข้อพิพาทนี้ได้จบในเชิงหลักการแล้วตั้งแต่รัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์  เพียงแต่ต้องรอขั้นตอนภายในของบริษัท  ก่อนที่จะมีการประกาศเพิกถอนข้อพิพาทตามที่ปรากฏในภายหลัง 

นายพีระพันธุ์  ได้เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงและชี้แจงลำดับเหตุการณ์  ‘คดีเหมืองทองอัครา’  เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมว่าใครเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในคดีดังกล่าว  โดบระบุว่า ในช่วงที่ตนเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  (ปี พ.ศ. 2562) คดีดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว และถือว่า “จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ” โดยเหลือเพียงการรอคำชี้ขาด อย่างไรก็ตาม ตามกระบวนการ อนุญาโตตุลาการได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายเข้าเจรจากันก่อนภายในระยะเวลาประมาณ 5–6 เดือน หากสามารถตกลงกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำตัดสิน

เมื่อใกล้ครบกำหนดดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มีการหารือแนวทางทางกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่มีการเจรจากับบริษัทคิงเกตอย่างเป็นรูปธรรม โดยแม้จะมีกลไกอย่างเป็นทางการที่กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งไว้แล้ว แต่พบว่ายังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการประชุมฝ่ายเดียว ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุญาโตตุลาการที่ต้องการให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเจรจากันโดยตรง

นายพีระพันธุ์จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีจัดตั้ง “คณะทำงานไม่เป็นทางการ” ขึ้นอีกชุดหนึ่ง เพื่อให้การเจรจามีความยืดหยุ่น โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศร่วมทำงาน หนึ่งในนั้นคือ ท่านอธึก อัศวานน? ทนายความระหว่างประเทศผู้มีประสบการณ์สูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยวางแนวทางการเจรจา  โดยคณะทำงานดังกล่าวได้เริ่มติดต่อบริษัทคิงเกตอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างบรรยากาศการพูดคุย และถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยและบริษัทคิงเกตได้เจรจากันอย่างจริงจัง หลังจากข้อพิพาทยืดเยื้อมายาวนาน

นายพีระพันธุ์อธิบายว่า สาเหตุสำคัญของความขัดแย้งเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของบริษัทคิงเกต ซึ่งมองว่ารัฐบาลไทย “กลั่นแกล้ง” โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.     การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งบริษัทตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายเหมืองแร่ แต่กลับเป็นนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการเร่งแก้ปัญหาจากข้อร้องเรียนด้านสุขภาพของประชาชน

2.     ประเด็นข้อมูลสารพิษในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานรัฐยืนยันว่ามีสารปนเปื้อนจริง แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดก่อนหรือหลังการทำเหมือง เนื่องจากในอดีตไม่มีการสำรวจข้อมูลพื้นฐานไว้

3.     การต่ออายุใบอนุญาต ซึ่งบริษัทเข้าใจว่าถูกเลือกปฏิบัติ แต่ข้อเท็จจริงคือกระทรวงอุตสาหกรรมชะลอการอนุญาตทั้งหมด เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายแร่ฉบับใหม่ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งเฉพาะบริษัทใด

เมื่อรัฐบาลไทยได้อธิบายข้อเท็จจริงทั้งสามประเด็น บริษัทคิงเกตจึงเริ่มเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากเจตนารังแก แต่เป็นผลจากระบบราชการและสถานการณ์พิเศษในช่วงเวลานั้น

ในส่วนของคดีความภายในประเทศ นายพีระพันธุ์ยืนยันกับบริษัทว่า รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน หากไม่ผิดย่อมได้รับความเป็นธรรม หากผิดก็ต้องต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักสากลทั่วโลก โดยการทำความเข้าใจในประเด็นนี้ใช้เวลาเจรจานาน จนท้ายที่สุดบริษัทไม่ยกประเด็นคดีความมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ก่อนสิ้นสุดรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ การเจรจากับบริษัทคิงเกตได้ข้อยุติเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนที่บริษัทแม่ในออสเตรเลียต้องชี้แจงต่อผู้ถือหุ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับความเข้าใจภายใน บริษัทและรัฐบาลไทยจึงร่วมกันทำหนังสือขอขยายระยะเวลาการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดเสียเปรียบ

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คณะทำงานที่ตั้งอย่างเป็นทางการในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์สิ้นสุดลงตามวาระ แต่คณะทำงานไม่เป็นทางการยังคงประสานงานกับบริษัทคิงเกตต่อเนื่อง เนื่องจากแนวทางร่วมกันได้ข้อยุติในเชิงหลักการแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนภายในของบริษัทและขั้นตอนทางกฎหมายบางประการ

“กระบวนการทั้งหมดถือว่าจบในเชิงหลักการตั้งแต่รัฐบาลก่อน เพียงแต่ต้องรอขั้นตอนของบริษัท จนในที่สุดจึงมีการประกาศเพิกถอนข้อพิพาทตามที่ปรากฏในภายหลัง” นายพีระพันธุ์กล่าว
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้